ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ท่ามกลางชนบทแสนไกล ยังมีพี่น้องกำพร้า 2 คน คือพี่ต้นไม้

และหนูแหวน หลังจากพ่อแม่ของทั้งสองเสียชีวิต พวกเขาก็อาศัยอยู่อย่างเดียวดาย

แต่เด็ก ๆ ไม่อาจอยู่เพียงลำพังจึงไปขออาศัยอยู่กับชาวนาคนหนึ่ง

ช่างเป็นเรื่องโหดร้ายที่ทุกๆวันชาวนาคนนี้มักจะใช้แรงงานของเด็กเหมือนทาส  

ไม่ว่าจะเป็นการกวาดบ้าน ซักผ้า ถูบ้าน รีดนมวัว

ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างยังเป็นไปเช่นเดิม

หนูแหวนและพี่ต้นไม้ยังคงทำงานหนัก ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตะวันคล้อยต่ำ

ในเช้าวันหนึ่ง หนูแหวนนั่งทอดสายตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเศร้า

หน้าเก้าอี้ไม้เล็ก ๆ ข้างกระท่อมไม้หลังนี้  

 

 

“หนูคงไม่มีโอกาสพบสิ่งที่สนุกสนานอย่างเด็กทั่วไปแน่เลย” หนูแหวนสะอื้นไห้

“เฮ้อ ทำงาน ทำงาน  และทำงาน”  ต้นไม้พูดพลางถอนหายใจ

“แต่ละวันช่างขมขื่น สิ่งที่เรียกว่าความสุขของพวกเราอยู่ไหนกันนะ” 

กระท่อมกลางป่าไม่มีอาหารมากพอสำหรับเด็กทั้งสอง

และชีวิตของเด็กๆ ถูกกลั่นแกล้งจากชาวนา ความขัดสนไม่มีอันจะกิน

นี่แหละที่ทำให้แย่มากจริงๆ  หนูแหวนและพี่ต้นไม้ต่างอดมื้อกินมื้อ แน่ละ

ไม่ถึงกับจะอดตาย แต่เด็กๆ รู้สึกหิวโหยและท้องช่างว่างเปล่าเหลือเกิน

สารอาหารที่ได้รับก็ยังไม่มากพอสำหรับเด็กที่กำลังเติบโต

“หนูไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”  หนูแหวนพูดอย่างทดท้อ

“แค่มันต้มจิ้มกับน้ำตาล มันน้อยไป ถึงแม้จะได้กิน แต่หนูไม่เคยอิ่มท้อง”

“น้องต้องอดทน พี่จะช่วยน้องเอง”  พี่ต้นไม้พูดปลอบ

“และในคืนนี้เราจะไปหาของกินในป่า แต่ต้องไม่ให้ชาวนาเห็นนะ” 

 

 

เมื่อตกกลางคืน ทั้งสองจึงแอบหนีชาวนาออกมาจากกระท่อม เพื่อไปหาของกินกันในป่า

ด้วยวิธีนี้ พี่ต้นไม้คิดว่าจะทำให้หนูแหวนได้กินอาหารที่มีสารอาหารมากกว่าเดิม นั่นก็คือผลไม้

ระหว่างทางเต็มไปด้วยความมืด และนั่นทำให้หนูแหวนรู้สึกกลัว

“พี่…หนูกลัว กลับกันเถอะ”  หนูแหวนพูดและซบหน้าไปที่หลังของต้นไม้

“เบา ๆ นั่นไง เจอแล้ว ลูกพลับสีเหลืองอร่าม น่ากินเสียเหลือเกิน เรารีบไปเก็บเถอะ”  พี่ต้นไม้พูด

พลางรีบดึงมือหนูแหวนไปเก็บลูกพลับ

หนูแหวนเห็นแสงสาดส่องจากตะวัน ก็เกิดคิดขึ้นมาได้ว่า ใกล้เวลาเช้าแล้ว ก่อนที่ตะวันจะโผล่พ้น

ขอบฟ้าสูงขึ้นเรื่อย ๆ หนูแหวนร้องบอกพี่ชาย

 

 

 

“พี่ ๆ แย่แล้ว พระอาทิตย์ขึ้นแล้วล่ะ ชาวนาต้องตีพวกเราแน่เลย”  หนูแหวนกลัวจนตัวสั่น

“งั้นเรารีบกลับกันเถอะ”  ต้นไม้วิ่งนำหน้าหนูแหวนไปพร้อมกับลูกพลับหอบใหญ่

และบัดนี้  เมื่อเด็กๆมาถึงกระท่อม ชาวนาได้ยืนถือไม้เรียวรออยู่ก่อนแล้ว เด็ก ๆ มิอาจหลีกเลี่ยง

ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้ากระท่อม

“พวกแกไปไหนมา แล้วนั่นหอบอะไรมาด้วย เอามานี่เดี๋ยวนี้!”  ชาวนาตะคอก

ทั้งต้นไม้และหนูแหวนได้เทลูกพลับออกจากห่อเสื้อ 

ชาวนาหยิบมากินลูกหนึ่ง และพูดกับเด็กทั้งสองว่า

“พวกแกไปเก็บลูกพลับมาจากไหนกัน รสหวานหอมละมุนแสนอร่อย พวกแกต้องไปเก็บมา

ให้ฉันอีก ฉันจะเอามันไปขาย เข้าใจไหม  ไปสิ ไป! รีบไปเก็บมาให้ฉันเดี๋ยวนี้”

 

 

 

ดังนั้น เด็กทั้งคู่จึงต้องวิ่งเข้าไปในป่าอีกครั้ง

แต่ตอนนี้ต้นพลับกลับหายไปเสียแล้ว แต่กลับมีสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นมาแทน

นั่นก็คือ ห่อผ้าที่ข้างในมีเมล็ดประหลาดอยู่หนึ่งเมล็ด

“นั่นเมล็ดอะไรคะพี่”  หนูแหวนถาม

“น้องลองปลูกดูสิ  เรามารดน้ำให้มันทุกวัน พอมันโตเราก็จะรู้ว่ามันคือเมล็ดอะไร”

“แล้วลูกพลับล่ะจ้ะ ชาวนาต้องตีเราแน่ๆ เลย” หนูแหวนเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา

“ไปเถอะ…  เราก็บอกชาวนาไปว่าเราไม่เจอต้นพลับแล้ว เราเพียงพูดความจริงออกไป

ความจริงนะ เราก็พูดอย่างที่เราเห็น  เมื่อไม่มีต้นพลับก็บอกว่าไม่มี”
 

 

 

 

เมื่อกลับไปถึง เด็กทั้งคู่ก็โดนชาวนาทำโทษ ไม่ให้กินข้าวและไล่ให้ไปนอนในคอกวัว

ตลอดทั้งคืนหนูแหวนได้แต่ร้องไห้ ด้วยความเจ็บปวดจากไม้เรียว และความหิวโหยจนหลับไป

ตอนนี้ ดวงตะวันฉายแสง ละอองหมอกยามเช้านอกหน้าต่างลอยคล้ายควันสีขาว

ภายในกระท่อมที่นอนของเด็กทั้งคู่  หนูแหวนรู้สึกตัวตื่นขึ้นก่อน

ซึ่งนับว่าดี ไม่เช่นนั้นโอกาสที่จะรีบออกไปข้างนอกก็จะลดน้อยลงทุกที

“พี่ๆ ตื่นเถอะ เช้าแล้ว เราไปดูเมล็ดประหลาดกัน”  หนูแหวนปลุกพี่ต้นไม้

“อะไรนะ  เช้าแล้วเหรอเนี่ย เรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่ชาวนาจะเห็นเข้า”

 

 

 

ทันทีที่ต้นไม้และหนูแหวนไปถึงก็ต้องพบกับความประหลาดใจ

เมื่อเมล็ดที่พวกเขาปลูกเมื่อวานได้กลายเป็นต้นตุ๊กตาที่ทั้งต้นมีตุ๊กตาเป็นร้อย ๆ ตัว 

ทั้งคู่ต่างตื่นเต้นเสียเหลือเกิน พากันเก็บตุ๊กตากันเป็นที่สนุกสนาน จนลืมเวลาที่ต้องกลับบ้าน

“พี่ ๆ แย่แล้ว ตะวันตกดินแล้วนะ”  หนูแหวนตะโกนเรียกพี่ต้นไม้ที่กำลังปีนเก็บตุ๊กตาอยู่

“งั้น เรารีบกลับกันเถอะ”  ต้นไม้รีบปีนลงมาอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 แต่ช่างเป็นความโชคร้ายของเด็กทั้งสอง เพราะชาวนาได้ยืนถือไม้เรียวคอยอยู่แล้ว

แต่เมื่อชาวนาเห็นตุ๊กตาตัวเล็กมากมายอยู่ในห่อเสื้อของเด็ก ๆ ความละโมบของชาวนาก็ผุดขึ้น

“พวกแกเอาตุ๊กตาเหล่านี้มากจากไหนกัน รีบไปเอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะเอาไปขายที่ตลาด”  ชาวนาตะคอกใส่

“เอามาจากในป่าครับ ตรงที่เดียวกับที่เคยพบต้นพลับ”  ต้นไม้พูดตอบ และเทตุ๊กตาออกจากเสื้อ

“พวกแกไปเอามาให้ฉันอีก เดี๋ยวนี้ ไปสิ ไป!” ชาวนาตะโกนไล่ให้เด็กๆ รีบทำตามคำสั่ง

 

 

 

 พี่ต้นไม้กับหนูแหวนรีบวิ่งไปที่เดิม เพื่อเก็บตุ๊กตา แต่ต้นตุ๊กตาก็ได้หายไปเสียแล้ว

แต่กลับมีสิ่งอื่นปรากฏขึ้นมาแทน นั่นก็คือกุญแจทองคำ หนูแหวนจึงได้เก็บมันขึ้นมา

ทันใดนั้นกลางป่าก็เกิดแสงสว่างไสวเรืองรองกระจายไปทั่วบริเวณ

หนูแหวนมองเห็นว่า นางฟ้าปรากฏกายออกมาจากกุญแจวิเศษ  

ความมหัศจรรย์ของรัศมีเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ช่างน่าตื่นตะลึง นางฟ้าปรากฏกายอย่างไม่คาดคิด

และโดยไม่คาดฝัน  นางฟ้าชำเลืองมองไปยังหนูแหวนและพี่ต้นไม้

เพื่อจะส่งความปรารถนาดีไปยังเด็ก ๆ

 

 

 

 

“สวัสดีจ้ะ เด็กน้อยผู้น่าสงสาร ฉันคือนางฟ้าที่จะมาช่วยเหลือพวกเธอ

วันนี้ฉันมีพร 1 ข้อ ให้พวกเธอได้ขอ”  นางฟ้าพูดพร้อมรอยยิ้ม

“จริงเหรอคะ หนูอยากได้เงิน และหวังว่าเงินจะทำให้หนูมีความสุข”  

หนูแหวนทำตาแวววาว  ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนด้วยความดีใจ  

“น้องอย่าโลภมาก มันไม่ดี เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเราขอให้โลกนี้ไม่มีเด็กกำพร้าครับ”  

พี่ต้นไม้พูดออกมาด้วยใจที่หวังว่าโลกใบนี้คงจะน่าอยู่ถ้าเด็กๆ มีครอบครัวที่อบอุ่น

“หนูเป็นคนดีจริง ๆ ฉันรู้สึกว่าพวกเธอสมควรจะได้สิ่งให้โชคอย่างนี้  

ฉันขอมอบพรนี้ ขอเสกให้พวกเธอมีชีวิตที่สุขสบาย”  

นางฟ้าพูดพร้อมกับเสกบ้านและของกินให้กับเด็ก ๆ

“ขอบคุณครับ - ขอบคุณค่ะ”  พี่ต้นไม้พูดและหนูแหวนพูดเป็นเสียงเดียวกัน
      
“พี่จ้ะ เราจะไม่ต้องไปอยู่กับชาวนาผู้โหดร้ายคนนั้นแล้วนะจ้ะ”  

พูดจบหนูแหวนก็กระโดดตัวลอยแล้วโผเข้ากอดพี่ชาย
    
แต่ทั้งคู่หารู้ไม่ว่า ชาวนาได้แอบเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว

และได้วางแผนชั่วร้ายที่จะขโมยกุญแจทองคำจากเด็กทั้งคู่

 

 

กลางดึกคืนนั้นชาวนาได้เข้าไปในป่า

และได้แอบขโมยกุญแจทองคำมาเป็นของตน

และทันทีที่ชาวนาจับกุญแจทองคำดอกนั้น นางฟ้าก็ปรากฏกายขึ้น

“เจ้าต้องการสิ่งใด เจ้าสามารถขอได้เพียงข้อเดียวเท่านั้นนะ” 

นางฟ้าพูดขึ้น

“ข้าต้องการเงินกองโตเท่าภูเขา” 

ชาวนาพูดอย่างกระวนกระวายจะเอาให้ได้

“เจ้าแน่ใจนะ”

“ข้าแน่ใจ  เร็วๆเข้าสิ  เสกให้ข้าเร็วๆเข้า”

“เจ้ามันโลภมากเกินไป ดังนั้น ข้าขอเสกให้เจ้าเป็นต้นลูกพลับคอยออกผล

ให้เด็กๆได้กินตลอดไป”

ทันทีที่นางฟ้าพูดจบ ชาวนาได้กลายร่างเป็นต้นพลับขนาดใหญ่

เต็มไปด้วยลูกพลับสีทองน่ากิน และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อเด็กทั้งสองรู้สึกหิว

ก็มักจะมาเด็ดลูกพลับที่ต้นนี้กินเป็นประจำ และจะมีเสียงร้องดัง “โอ๊ย โอ๊ย”

ดังออกมาทุกครั้งที่เด็ด  เด็ก ๆ จึงพากันตั้งชื่อต้นพลับนี้ว่า “ต้นพลับสะดุ้ง”

 

 

ปล. ฝากติชมด้วยนะครับ ถ้าชอบก็ขอดาวด้วยะครับ

ขอบคุณครับบ

 

Comment

Comment:

Tweet

้ีเีเนจขรขข
ขนยบ จรช  double wink  tongue จรตcry รจ รจ wink รมจquestion รจรจ

#47 By 25252352525 (101.51.7.6|101.51.7.6) on 2015-02-23 14:10

น่ารักดีค่ะพูดได้เเค่ว่า  ชอบ   

big smile big smile

พก.ชาวนาทั้งใจร้ายทั้งโลภเลยเนองะ  อย่าเอาตาม

#46 By (1.1.241.61|1.1.241.61) on 2014-11-18 16:49

น้าสนุกดีนะเพื่อนๆbig smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smile big smilebig smile big smile big smileรูปหัวใจส่งให้

#45 By (1.1.241.61|1.1.241.61) on 2014-11-18 16:44

#44 By นพ (118.173.16.94|118.173.16.94) on 2014-09-03 16:29

#43 By นพิษฐา ศรีรัตนอุดม (118.173.16.94|118.173.16.94) on 2014-09-03 16:28

#42 By นพิ (118.173.16.94|118.173.16.94) on 2014-09-03 16:27

Hot!

ชาวนานี่โลภมากจริงๆ เอาต้นพลับซะเถอะ 555+Hot! Hot!

#41 By FN blog! on 2012-01-30 00:50

ช่วยทำการบ้านมั่งดิquestion embarrassed

#39 By เก่งคับ (124.157.231.248) on 2010-09-05 18:55

ความโลคือ..........................................embarrassed

#38 By เก่งคับ (124.157.231.248) on 2010-09-05 18:48

โ้อ้วเอาไปพิมพ์ท่ไหนครับเนี่ยยยย ชอบครับ